TP-Link Tether App


TP-Link Tether App
จัดการและควบคุมเครือข่ายได้เพียงปลายนิ้ว

รีวิวโดย : tor_Za

Font Size A A A



          วัสดีชาวโอเวอร์คล๊อกโซนครับ ในยุค 2017 ที่เทคโนโลยีทางด้านอินเตอร์เน็ตตามบ้านที่นับมามาไกลมาก ถ้าเทียบกับสมัยก่อนที่ผมเคยเล่นอินเตอร์เน็ตครั้งแรก ด้วยความเร็วในการเชื่อมต่อ 14.4 Kbps นอกจากอินเตอร์เน็ตที่ความเร็วสูงขึ้นแล้ว ทางด้านอุปกรณ์เครือข่ายนั้นก็มีประสิทธิภาพสูง ตอบโจทย์การสตรีมมิ่ง และ การใช้งานในยุคของ Cloud รวมไปถึง IoT ที่หลายๆคนจะมองว่าการจัดการเครือข่ายและการเซ็ตอัพ Wireless Router ซักตัวนั้นมันเป็นเรื่องใหญ่และดูยุ่งยาก แน่นอนว่าคงรู้จักแบรนด์ผู้ผลิตอุปกรณ์เครือข่ายรายใหญ่อย่าง TP-Link ที่ได้มีการพัฒนาในส่วนของแอพพลิเคชั่นบนสมาร์ทโฟนมาได้ซักพักใหญ่ๆ ที่จะช่วยทำให้การจัดการและการเซ็ตอัพเครือข่ายทำได้เพียงปลายนิ้ว ซึ่งส่วนตัวผมก็ขอยอมรับตรงนี้เลยละกันว่า เกลียดการจัดการเครือข่ายทางแอพพลิเคชั่นบนสมาร์ทโฟนมากๆ เพราะมันทำได้ไม่เต็มที่ สุดท้ายก็ต้องใช้คอมพิวเตอร์อยู่ดี แต่ช่วงหลังๆเท่าที่ลองใช้แอพพลิเคชั่น TP-Link Tether นับได้ว่าเป็นการพัฒนาให้รองรับการใช้งานได้ละเอียดมากขึ้น แทบไม่มีความจำเป็นในการใช้คอมพิวเตอร์มาจัดการหรือเซ็ตอัพกันแล้ว ที่สำคัญแอพพลิตเคชั่น TP-Link Tether รองรับการทำงานผ่านระบบ Cloud ในชื่อ TP-Link ID ที่จะช่วยทำให้สามารถจัดการและตรวจสอบเครือข่ายจากที่ใดๆก็ได้ของโลก ด้วยสมาร์ทโฟนในมือ ซึ่งเดี๋ยววันนี้ผมก็จะมาลองเล่นแอพพลิเคชั่น TP-Link Tether กับการเซ็ตอัพ Wireless Router ใหม่ทดแทนตัวเก่า รวมไปถึงการจัดการและตรวจสอบเครือข่ายได้ง่ายๆจากสมาร์ทโฟน



Wireless Router TP-Link Archer C2300 ที่ทางเราเคยได้รีวิวไปแล้ว ก็จะเป็นมา Wireless Router ที่ใช้เป็นตัวอย่างการอัพเกรด Wireless Router พร้อมกับการเซ็ตอัพผ่าน TP-Link Tether


ในภาพก็อาจะดูไม่สวยงามซักเท่าไรนัก แต่ผมลงภาพให้ดูว่าเป็นการอัพเกรด Wireless Router แทนตัวเก่าจริงๆ



แอพพลิเคชั่น TP-Link Tether นั้นที่มีการพัฒนาสำหรับ iOS และ Android ที่รองรับการใช้งานบน Smartphone และ Tablet ส่วน Android Box และ Android TV ใช้งานได้ไม่มีปัญหา แต่รอมบางตัวที่มันเป็น Android  Box หรือ  Android TV แท้ๆ ก็ต้องหาทางลงเอาถ้าจำเป็นต้องใช้จริงๆ


เมื่อติดตั้งแอพพลิเคชั่น TP-Link Tether เข้ามาแล้ว ในครั้งแรกต้องให้สมาร์ทโฟนของเราเชื่อมต่อกับเครือข่าย TP-Link จะเป็น Range Extender ,3G/4G Router ,DSL Modem Router และ Wi-Fi Router ตามตัวอย่างวันนี้ เมื่อเข้าแอพพลิเคชั่น TP-Link Tether มันจะทำการค้นหาอุปกรณ์เครือข่าย TP-Link ที่รองรับการจัดการผ่านทางแอพพลิเคชั่น TP-Link Tether แล้วแสดงขึ้นมา ต่อไปนี้ผมจะยกภาพตัวอย่างจากเวอร์ชั่น iOS เท่านั้น เท่าที่ลองเล่นๆมาการใช้งานบน Android ไม่ได้แตกต่างกันครับ


แอพพลิเคชั่น TP-Link Tether รองรับการทำงานเป็นระบบ Colud ด้วยการใช้ TP-Link ID ถ้าใครยังไม่มีก็จัดการสมัครได้ ส่วนผมนั้นมีอยู่แล้วก็จัดการ Log In ได้เลย


เมื่อ Log In เรียบร้อยแล้ว ในแอพพลิเคชั่น TP-Link Tether นั้นจะเพิ่มในส่วน Cloud Devices เลือกที่อุปกรณ์ที่ต้องการเซ็ตอัพกันก่อน โดยในภาพจะเห็นว่ามี Archer C2300 ที่เป็น Wireless Router ที่ผมจะนำมาอัพเกรดแทนตัวเก่า


ครั้งแรกนั้นจะเข้ามาในส่วนของการ Quick Setup ที่ถ้ามองในภาพรวมนั้นก็ไม่แตกต่างจากการเซ็ตอัพบนคอมพิวเตอร์เลย แต่การเซ็ตอัพผ่านแอพพลิเคชั่น TP-Link Tether มันดูง่ายกว่าเยอะ ขั้นตอนแรกจะเป็นการเลือกรูปแบบการเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ต และ การเซ็ตอัพของ Mac Address ที่ผู้ให้บริการอินเตอร์เน็ตในบ้านเราไม่มีใครมา Fix Mac Address ถ้าจะให้ Wirelss Router ที่อัพเกรดนั้นเป็นพระเอกในระบบ ต้องเชื่อมต่อกันแบบ PPPoE ที่ Router ของเดิมนั้นต้องทำการเปิด Bridge Mode เตรียมไว้ด้วย แต่ของผมเซ็ตเป็น Bridge Mode อยู่แล้ว ถ้าใครทำไม่เป็นลองโทรปรึกษาผู้ให้บริการอินเตอร์เน็ตได้ เพราะบางเจ้าต้องให้ทางเจ้าหน้าที่จัดการเปิด Bridge Mode ให้ ส่วน User name และ Password ถ้าตอนติดอินเตอร์เน็ตไม่ได้ขอช่างไว้ ก็โทรถามผู้ให้บริการนะครับ



การเซ็ตอัพในส่วนของ SSID ทั้งสองความถี่ ถ้าเรียบร้อยแล้วจะเป็นหน้าสรุปการเซ็ตอัพที่เราได้ทำไป


เมื่อระบบจัดการเซ็ตอัพให้เราเรียบร้อย จะมีการทดสอบการเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตให้ ถ้าไม่ผ่านมันจะขึ้นแจ้งมาให้ทราบแล้วย้อนไปเซ็ตอัพใหม่ ถ้าผ่านแล้วก็พร้อมใช้งานได้เลย แต่เรายังไม่จบ เราจะมาดูการจัดการกันก่อน





เมื่อเข้ามาอุปกรณ์อีกครั้งผ่านแอพพลิเคชั่น TP-Link Tether ถ้าเรายังไม่ผูกอุปกรณ์เข้ากับ TP-Link ID มันจะขึ้นข้อความและหน้าจอแจ้งให้ผูกอุปกรณ์ เพื่อให้ใช้งานผ่านระบบ Cloud ได้ ไหนๆก็เห็นข้อความแล้วก็จัดการผูกกับ TP-Link ID ให้เรียบร้อย


หน้าจอหลักในการแสดงสถานะการทำงานของอุปกรณ์ ในภาพจะเห็นว่ามี Network Map ที่แสดงสถานะการเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตและจำนวนลูกข่ายที่เชื่อมต่อ ส่วนในเรื่องราวของ SSID ทั้งสองความถี่ ที่สามารถแชร์ SSID และ Password ให้ผู้อื่นได้ ตามช่องทางได้หลากหลาย จะแชร์ลง Facebook หรือ Twitter ก็ยังทำได้นะครับ


ในส่วนเครือข่ายผู้เยี่ยมชม ที่สามารถเปิดใช้งานได้อย่างสะดวกสบายมาก


การตรวจสอบและจัดการลูกข่ายที่เชื่อมต่อ ในภาพก็จะเห็นว่ามี 13 ลูกข่าย จริงๆมันมีเยอะกว่านี้ แต่ผมเชื่อมต่อผ่าน Media Bridge อีกทีนึง


ถ้าพบเจอลูกข่ายที่แปลกปลอมมาเชื่อมต่อกับเครือข่ายเรา ก็สามารถจัดการบล็อกได้ทันที แต่ไม่สามารถบล็อกสมาร์ทโฟนที่กำลังใช้แอพพลิเคชั่น TP-Link Tether ไม่ได้นะครับ


ไหนๆก็ใช้งานแอพพลิเคชั่น TP-Link Tether ให้เป็นประโยชน์ อันนี้ก็จะแนะนำจากการใช้งานส่วนตัว ถ้าจะเอาให้ง่ายต่อการตรวจสอบ เสียเวลาตั้งชื่อลูกข่ายที่เราใช้งานจริงๆ ให้เข้าใจง่าย เมื่อเจอลูกข่ายที่แปลกปลอมมา ก็จะรู้ได้ทันทีไม่ต้องเสียเวลาตรวจสอบได้


ในกรณีที่มี Wireless Router หรือ อุปกรณ์ที่รองรับการใช้งานร่วมกับแอพพลิเคชั่น TP-Link Tether หลายๆตัว ก็สามารถเปลี่ยนชื่อ เพื่อความสะดวกในการใช้งานมากขึ้น

 

ร่วมแสดงความคิดเห็น