Cherry MX ในงบ 5000 | Keyboard Mechanical สวิตช์ Cherry MX


Cherry MX ในงบ 5000
Keyboard Mechanical สวิตช์ Cherry MX

รีวิวโดย : OCz_Jeager

Font Size A A A

 

 

          สวัสดีครับทุกท่านพูดกันถึงเรื่องคีบอร์ดแบบ Mechanical กันทุกวันนี้เป็นปกติธรรมดาที่เราจะหามาใช้งานกันอย่างไม่ยากเย็นนักด้วยทั้งราคาที่ไม่แพงจนเกินไปรวมไปถึงยังมีหลากหลายแบรนด์ที่หลั่งไหลเข้ามาเป็นทางเลือกในตลาดบ้านเรามากมายไม่ว่าจะมาทั้งจากแบรนด์ดังที่เราคุ้นเคยกันดี หรือ จะเป็นแบรนด์อินดี้ข้ามทะเลมาจากทางจีนแผ่นดินใหญ่ก็มีกันมาให้เลือกใช้งานเยอะแยะไปหมดพูดถึงความแตกต่างหลักๆเลยก็คือวัสดุการผลิตและทีสำคัญที่สุดเป็นหัวใจเลยของคีบอร์ดก็คือสวิตช์ซึ่งในอดีตเราจะเห็นไม่เยอะ ไม่หลากหลายขนาดนี้จะมีเด่นๆที่เราเคยผ่านตามาก็จะเป็น Cherry MX หรือไม่ก็ Kailh สวิตช์ซึ่งจะแตกต่างกันไปตามฟีลลิ่งการใช้งานและความแข็งแรงความคงทนระยะการใช้งานของตัวคีบอร์ด วันนี้เราคัดมา 4 รุ่น 4 แบรนด์สำหรับใครที่อยากได้ Mechanical Keyboard ที่ใช้งาน Cherry MX สวิตช์ในราคาที่จับต้องได้ ไม่เกิน 5000 บาทไทย จะมีรุ่นไหน จะถูกใจไครหลายๆคนหรือเปล่าก็ลองไปชมกันดีกว่าครับ

 

 

 

 

Tt eSports MEGA PRO

 

 

ก็ตัวแรกถือว่าเป็นรุ่นใหม่ที่พัฒนามาจากรุ่นเก่าอย่าง Tt eSports MEGA PRO ซึ่งจะเป็นคีบอร์ดที่มาพร้อมกับ Cherry MX Blue ที่เสียงสุดแสนจะ Clicky ดังสนั่นโดยตัวคีบอร์ดนั้นนอกจากจะมีปุ่มมาโครมาให้ใช้งานที่เราสามารถตั้งค่าได้มากถึง 6 ปุ่มฟีเจอร์หลักๆและสามารถรองรับการตั้งค่าการใช้งานมาโครได้สูงสุดถึง 31 ปุ่มแล้วไฟ LED ก็ยังเป็นอีกหนึ่งฟีเจอร์ที่เรียกได้ว่าถึงจะมีมาให้แค่สีแดงสีเดียวแต่ก็สามารถปรับแต่งรูปแบบการแสดงผลลูกเล่นของไฟได้หลายแบบ ถึงระดับความสว่างของแสงไฟ 5 ระดับ การเลือกแสดงผลของแสงได้ 6 รูปแบบ และการแสดงผลรองรับกับรูปแบบเกมที่เราเล่นไม่ว่าจะเป็น FPS MOBA MMO RTS ครับพูดถึงตัวคีบอร์ดสำหรับ MEGA PRO ส่วนตัวเคยได้สัมผัสมาอยู่คร่าวๆแล้วเรียกได้ว่างานดีมากทั้งงานประกอบ วัสดุการผลิต ความแข็งแรงของตัวสวิตช์และ Key-Cap ก็ถ้าใครอยากเป็นเจ้าของตอนนี้ก็มีวางขายกันเป็นที่เรียบร้อยแล้วสำหรับคีบอร์ดตัวนี้ ส่วนในเรื่องราคาก็อยู่ที่ประมาณ 3600 กว่าบาทเท่านั้นเอง เรียกได้ว่าคุ้มนะได้คีบอร์ด Cherry MX ในราคาที่ไม่หนักมากจนเกินไป ลืมบอกไปทิ้งท้ายหน่อยว่าสีมีแค่สีดำสีเดียวนะจ๊ะ

 

 

 

CM Storm QuickFire XTi Multi-Color Backlit

 

 

ตัวที่ 2 กันต่อเลยสำหรับ CM Strom ที่ทางบ้านเราไม่ค่อยเห็นคนใช้กันซักเท่าไรสำหรับคีบอร์ด โดยรุ่นที่ส่งประกวดในวันนี้จะเป็นรุ่น QuickFire XTi Multi-Color Backlit ที่มาพร้อมกับ Cherry MX Blue อีกเช่นเคยสำหรับตัวนี้นอกจากจะเป็นคีบอร์ดแบบ Full-Size แล้วยังมาพร้อมกับไฟที่มากกว่าตัวด้านบนสำหรับไฟ LED นั้นจะมาให้เลือกปรับใช้งานกัน 35 สีด้วยกัน อาจจะยังไม่ถึงขั้น RGB แต่ก็เพียงพอแล้วสำหรับความสวยความในการใช้งานที่แวววาวซะเหลือเกิน โดยตัวคีบอร์ดนั้นแน่นอนว่าต้องใช้งานมาโครได้เพราะในระดับนี้การใช้งานมาโครนั้นเป็นฟีเจอร์ที่สำคัญที่ทางผู้ผลิตจะต้องใส่ลงมา สำหรับ QuickFire XTi Multi-Color Backlit สามารถใช้งานฟีเจอร์ On The Fly Macro โดยการเซ็ทตั้งค่าและสามารถบันทึกลงบนตัวคีบอร์ดได้เลยเพราะจะมี On Board Memmory สำหรับการเซฟข้อมูลการตั้งค่าการใช้งานไว้อยู่เหลือๆเลยทีเดียว เสริมอีกนิดเกี่ยวกับเรื่องไฟ LED นั้นจะมี Firmware การตั้งค่าปล่อยออกมาให้เราสามารถเข้าไปโหลดได้จากทางเว็บผู้ผลิตด้วยครับ ด้านหลังของตัวคีบอร์ดนั้นยังมีร่องสำหรับการเก็บล๊อคสายไม่ไห้สายมาเกะกะในระหว่างการใช้งานด้วยและที่ขาดไม่ได้ตามแบบฉบับของคีบอร์ดยุคปัจจุบันก็คือ Media Key ด้านบนที่จะช่วยให้การใช้งานโปรแกรมต่างๆ ได้ง่ายยิ่งขึ้น สำหรับค่าสินสอดของ CM Storm QuickFire XTi Multi-Color Backlit ก็จะอยู่ราวๆ 4990 บาทครับแน่นอนว่าสีดำจะเป็นสีเดียวที่ผลิตออกมา

 

 

Corsair STRAFE

 

 

ตัวที่3 เชื่อว่าเกมเมอร์หลายท่านเลือกใช้ Mechanical Keyboard จากแบรนด์นี้กันอยู่พอสมควร Corsair ซึ่งตัวท๊อปๆที่เห็นกันอยู่บ่อยๆก็ไม่น่าจะหนี K70 ซึ่งมีพร้อมทุกฟีเจอร์แถมยังทนทรหดการใช้งานไม่มีหลอน เราลองมาดูรุ่นน้องของแบรนด์นี้กันบ้างครับ STRAFE นั่นเองจะเป็นคีบอร์ดแบบ Mechanical ที่ตัดฟีเจอร์ไฟ RGB รวมไปถึงรูปร่างก็จะเป็นอีกแบบไปเลยแตกต่างจากตัว K70 พอสมควรแต่จุดเด่นก็คือยังคงเลือกใช้ Cherry MX สวิตช์อยู่นั่นเอง ซึ่ง STRAFE นั้นจะมีสวิตช์ให้เลือกใช้งานกันอยู่หลักๆ 3 รูปแบบคือ Blue Red และ Brown สำหรับใครที่ชอบฟีลลิ่งการกดแบบไหนก็สามารถเลือกใช้งานกันได้ตามสบายๆเลย ฟีเจอร์หลักๆของตัวนี้ก็คงหนีไม่พ้นไฟ LED สีแดงซึ่งจะมีเพียงแค่สีเดียวเท่านั้นใครอยากได้แบบ RGB ก็ต้องขยับรุ่นขึ้นไปเป็น STRAFE RGB กันแทนซึ่งราคาก็จะเพิ่มสูงขึ้นอีกแน่นอน สำหรับการใช้งานมาโครนั้นสามารถทำได้เช่นเคยโดนผ่านตัว Software ของทาง Corsair ที่สามารถไปหาโหลดกันได้ไม่ยากเย็นนักอีกทั้งตัวคีบอร์ดยังมี Port  USB เสริมมาใช้ได้เชื่อมต่อเพื่อความสะดวกในการใช้งานอุปกรณ์ต่างๆโดยไม่ต้องไปเสียบที่เครื่องคอมของเรา พูดกันถึงค่าตัวก็ 4190 บาทหาซื้อได้ตามร้านขายอุปกรณ์ IT ต่างๆเพราะเป็นรุ่นที่ออกมานานแล้วการหาซื้อคงไม่ยากเย็นนัก 

 

 

Ozone Strike Pro

 

ตัวสุดท้ายแล้วกับ OZONE Strike Pro ซึ่งตัวนี้อาจจะเป็นโมเดลที่เก่าไปซะหน่อยแต่ก็ถือว่าไม่เก่ามากนะ เพราะตัวใหม่อยาก Srike Spectra กำลังจะวางขายกันสำหรับ Strike Pro ถือว่าเป็นอีกหนึ่งคีบอร์ดที่เคยผ่านมือผมมาอยู่ระยะหนึ่ง งานประกอบ วัสดุทำออกมาได้อย่างดีเยี่ยมเลยอีกทั้งเป็นอีกหนึ่งรุ่นที่ราคาไม่แรงนัก แต่เรื่องราคาไปพูดกันหลังๆดีกว่ามาว่ากันเรื่องฟีเจอร์หลักๆของตัวนี้ ก็เห็นจะเป็น Media Key ที่แน่นอนว่าต้องมีในคีบอร์ดสมัยใหม่ ไฟ LED ที่มีมาให้ 2 สีคือแดง และขาว สามารถปรับความสว่างของไฟได้หลายระดับรวมไปถึงการใช้งานมาโคร ที่มีปุ่มจำนวน6 ปุ่มและสามารถตั้งค่าปุ่มได้อิสระมากถึง 30 ปุ่ม ผ่านทางSoftware ของทางผู้ผลิต ไฟ LED จะมี 2ชุดคือตรงปุ่ม QWE ASD  และ ปุ่ม ลูกศรด้านล่างจะเป็นสีแดง และนอกนั้นจะเป็นไฟสีขาวครับ สำหรับสวิตช์นั้นแน่นอนว่าต้องเป็น Cherry MX ที่จะมีให้เลือกคือ Black Brown Red และ Blue ตามความถนัดหรือการใช้งานของแต่ละคน โดยที่ขอบนั้นยังมี Port USB และ Audio มาให้เราได้เชื่อมต่อหูฟัง ไมค์โครโฟนได้เลยโดนไม่ต้องลำบากนั้น ไม่ว่าจะเป็นหูฟังที่เป็น Port USB หรือ Audio Port แบบ 3.5 ก็สามารถนำมาเชื่อมต่อได้ สำหรับราคาท้ายที่สุดเปิดมาอยู่ที่ 3790 บาทซึ่งถือว่าถูกมากในระดับของคีบอร์ดที่เป็น Cherry MX สวิตช์ ก็4โมเดล4แบรนด์ทั้งหมดที่นำมาแนะนำกันในวันนี้ก็อาจจะถูกใจใครหลายๆคนและไม่ถูกใจก็ขออภัยกันมา ณ ที่นี้เลย เพราะคีบอร์ดที่เป็นสวิตช์ Cherry MX นั้นแน่นอนว่าอย่างแรกเลยราคาต้องแพงกว่าพวกสวิตช์แบบ Kailh หรือ สวิตช์ OEM จีนต่างๆอยู่แล้ว แต่แลกมาด้วยประสิทธิภาพการใช้งาน และความแข็งแรงทนทาน มันต้องมากกว่าอยู่แล้ว น้อยครั้งที่เห็นปัญหาที่เกิดขึ้นกับ Cherry MX ในการใช้งานนอกเสียจากเราไปทำให้มันมีปัญหาเอง โดยสวนตัวผมใช้ Razer Blackwidow Tournament ซึ่งเป็น Model ของปี 2012 เป็น Cherry MX Blue ใช้มาจนถึงทุกวันนี้สมบุกสมบันมากพาไปนู้นไปนี่ก็ยังใช้งานได้อย่างปกติไม่มีหลอนถึงจะหมดประกันไปนานแล้วก็เถอะ ก็เรียกว่าเป็นอีกหนึ่งข้อดีของ Cherry MX เลยก็ว่าได้ สำหรับวันนี้คงต้องขอตัวลาไปก่อนแต่เพียงเท่านี้ บทความหน้านั้นจะเป็นบทความประเภทไหนก็อย่าลืมติดตามชมกันนะครับ สวัสดีครับ

ร่วมแสดงความคิดเห็น