รีวิว Asus ROG Pugio


รีวิว Asus ROG Pugio

รีวิวโดย : AlphaA

Font Size A A A

เวลานี้แบรนด์ ROG ของ Asus กำลังเดินหน้าขยายไลน์โปรดักส์ที่เป็นกลุ่มเกมมิ่งอย่างเต็มตัว ทั้งโน้ตบุ๊ก สมาร์ทโฟน เครื่องพีซีหรือแม้กระทั่งเราเตอร์ Wi-Fi สำหรับตลาดประเทศไทย เท่าที่ทราบโน้ตบุ๊กของพวกเขามีส่วนแบ่งตลาดเป็นอันดับหนึ่งแล้ว แต่โปรดักส์อื่นๆ ไม่ได้เป็นเช่นนั้นทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นคีย์บอร์ดหรือเมาส์ที่ยังไม่ใช่ตัวเลือกอันดับแรกๆ เหมือนกับแบรนด์อย่าง Razer หรือ Corsair ถึงอย่างนั้นเมาส์ ROG Pugio ที่เรากำลังจะพูดถึงนี้ก็มีความโดดเด่นหลายๆ อย่างที่สามารถต่อกรกับเมาส์แบรนด์ตัวเลือกอันดับต้นๆ ในตลาดได้น่าสนใจ

 

Design

เมาส์ ROG Pugio ออกแบบมาในทรง ambidextrous หรือแบบสมมาตรเพื่อให้ใช้งานได้ทั้งสองมือ โดยมีปุ่ม Back-Forword วางอยู่่ทั้งสองฝั่ง ด้วยการที่เมาส์มันมีรูปทรงเรียวยาวและมีความลาดเอียงจากส่วนท้ายไปด้านหน้าไม่สูงนักหรือพูดง่ายๆ เป็นเมาส์ทรงต่ำ มันจึงเหมาะสำหรับการจับด้วยฝ่ามือทั้งหมดหรือแบบ Plam สังเกตดีๆ ตำแหน่งด้านข้างของเมาส์ตรงจุดปุ่ม Back จะตัดมุมเป็นสันลงไปในตำแหน่งกริปยาง ตรงนี้เป็นลวดลายเดียวกันเมาส์ ROG Gladius  โดยส่วนตัวถือว่าจับได้ถนัดพอสมควร การเหวี่ยงเมาส์ซ้ายขวา ไม่ลื่นออกจากมือ แม้ว่าผิวสัมผัสของเมาส์ส่วนบนจะค่อนข้างลื่นก็ตาม 

 

ปุ่มคลิกส์เมาส์ซ้ายขวาแม้จะมีลึกเข้ามาส่วนในของเมาส์ แต่ก็ยังรองรับการจับแบบ Claw ได้โดยที่การคลิกยังตอบสนองได้ดี ใช้แรงกดเพิ่มขึ้นอีกนิดหน่อย ฟิลลิ่งสำหรับสวิตช์ Omron D2FC-F-K มีความนิ่มนวลในการกด แต่มีเสียงค่อนข้างดัง ส่วนด้านหลังเมาส์จะมีสันเหลี่ยมดูสวยงาม เท่าที่จับใช้งานตรงนี้ช่วยให้กระชับกับอุ้งมือได้เล็กน้อย ส่วนเรื่องไฟ RGB  มีอยู่ทั้งหมด 3 จุด คือ ตำแหน่งโลโก้ เส้นไฟด้านหลังที่กระจายแสงลงพื้นโต๊ะไล่ยาวไปถึงส่วนข้าง และบริเวณ Scroll Wheel

 

หลัง Scroll Wheel ตรงจุดนี้คุณสามารถปรับค่า DPI ได้จากปุ่ม ซึ่งตัวบอร์ดบันทึกค่า DPI เอาไว้แค่ 2 ระดับ โดยแสดงสถานะของค่าด้วยการติและดับไฟ LED สีขาว ส่วนยางหุ้ม Scroll Wheel ใช้ลายเดียวกับด้านข้าง เวลาสกรอถือว่าติดปลายนิ้วดีมาก การเลื่อนวงแหวนทำได้ลื่นนุ่มนวลเป็นสเต็ปๆ ไป โดยส่วนตัวชอบเมาส์ที่มี Scroll Wheel ลักษณะนี้

 

Feature

คอนเซปต์การออกแบบเมาส์ของ ROG Pugio ที่ปิดการใช้ปุ่มด้านข้างทั้งสองฝั่งถือว่าทำได้น่าชมเชย เนื่องพวกเขานำเอาแม่เหล็กขนาดเล็กมาตัวตัวยึดติดปุ่ม Back และ Forward จากการใช้งานจริงไม่มีอาการหลุดหรือโยกคลอนแต่อย่างได้ การแกะออกมาก็ทำได้สะดวก นอกจากนั้นแล้ว หากไม่ต้องการใช้งานก็ยังมีปุ่มปิดก็ให้มาทั้งสองฝั่งเลย

 

อีกเรื่องที่ไม่พูดถึงไม่ได้ก็คือ เรื่องของอุปกรณ์เสริมในกล่อง นอกจากจะให้ปุ่มปิดด้านข้างแล้ว ยังมีสวิทช์ Omron D2F-01F มาให้อีก 1 ชุด เพื่อให้ถอดเปลี่ยนแทนที่สวิทช์ Omron D2FC-F-K  การถอดเปลี่ยนทำได้ง่ายมาก เพียงแกะลูกยางปิดน็อตทั้ง 4 จุดใต้เมาส์ จากนั้นดึบอดี้ส่วนบนของเมาส์ออกมา

 การเปลี่ยนสวิทช์ Omron ทำได้ง่ายเพียงแกะสวิทช์ออกตรงๆ จากซ็อกเก็ตและใส่สวิทช์อีกตัวลงไปแทน เมาส์โดยทั่วไปในตลาดส่วนใหญ่ไม่ได้มีการการออกแบบลักษณะนี้ แต่ใช้การบัดกรีลงแผงวงจรไปเลย ในมุมผู้บริโภคแล้ว เมาส์ ROG Pugio จึงเป็นเมาส์ที่มีอายุการใช้งานยาวนานเมื่อคุณเป็นเจ้าของมัน หรือในกรณีที่สวิทช์ทั้งสองชุดทำงานได้ไม่ดีเหมือนเก่าแล้ว ก็หาซื้อสวิทช์ Omron มาเปลี่ยนแทนได้ง่ายๆ จากร้านค้าในออนไลน์


อย่างไรก็ดี สวิทช์ Omron ทั้งสองชุดก็มีคาแรคเตอร์และให้สัมผัสในการกดต่างกัน โดยสวิทช์ Omron D2FC-F-K จะมีระยะการกดลึกมากกว่า เสียงดังกว่า แต่ให้ความรู้สึกนุ่มปลายนิ้ว ส่วน  Omron D2F-01F ที่ผลิตจากญี่ปุ่น การกดจะกระชับกว่า ตื้นกว่า และเสียงเบากว่า อย่างที่บอกเปลี่ยนง่าย ชอบอันไหนใช้อันนั้น

 

Armoury II Software

เมาส์ตัวนี้รองรับการทำ Aura Sync ผ่านซอฟต์แวร์ Armoury II ซึ่งกับเมาส์ Pugio นั้นการใช้งานแบบ Standalone ในการตั้งค่ามาโคร ปรับแต่งไฟ RGB หรือการตั้งค่าการทำงานของเมาส์ก็ทำได้เช่นเดียวกับเมาส์แบรนด์อื่นๆ แต่ในการตั้งค่า DPI ส่วนตัวมองว่า มันไม่สะดวกเท่าที่ควร เพราะจะต้องเลื่อนค่าในแถบเส้นเอง กำหนดตัวเลขลงไปเลยไม่ได้ ถึงอย่างนั้นในการปรับละเอียดก็แค่คลิกลงบนแถบจะเป็นการปรับที่ละ 50DPI ฝั่งแดงลด ฝั่งดำเพิ่ม ขณะที่ส่วนอื่นๆ ก็ถือว่าน่าสนใจ เปิดใช้งาน Angle Snapping กำหนดค่า Acceleration/deceleration ได้ หรือแม้กระทั่งการตอบสนองของปุ่มเมาส์

 

จากภาพจะเห็นว่าอินเทอร์เฟซไม่ได้มีอะไรยุ่งยาก สามารถปรับสีไฟได้อิสระทั้ง 3 จุด ไม่ว่าจะเป็น Logo, croll Wheel หรือ Base หรือจะเลือกปรับให้ Sync ทุกแอเรีย และค่าการแสดงผลสำเร็จรูปอย่าง Static, Breathing, Color Cycle หรือ Reactive ก็ได้เช่นกัน นอกจากนั้นยังกำหนดค่าลงในโปรไฟล์ได้อีก 3 แบบ เปลี่ยนค่าโดยการกดปุ่มเปลี่ยน DPI ร่วมกับปุ่ม Back, Forward หรือ Scroll Wheel

 

สำหรับการตั้งค่ามาโครเองก็ทำได้ไม่ยาก เพียงแค่ทำการบันทึกมาโครเมนู จากนั้นมาที่ Bottons เพื่อกำหนด Assign ให้กับทั้งหมด 10 ปุ่มตามต้องการ  

 

Performance

ในหน้าเว็บของ Asus ไม่ได้ให้ข้อมูลเชิงลึกอะไรเกี่ยวกับออปติคอลเซนเซอร์ที่ใช้กับเมาส์ ROG Pugio มีเพียงแค่ระบุว่า เป็นเซนเซอร์ออปติคอลเกรดเกมมิ่งความเร็ว 7200DPI พร้อมกับค่าความเร็วในการ Tracking สูงสุดที่ 150IPS และสามารถเร่งได้สูงสุด 30G ซึ่งในหน้า Overview ของพวกเขาก็ระบุว่า เซนเซอร์ที่ใช้มีความแม่นยำเท่านั้น

การใช้งานทั่วไปอย่างการไดคัตภาพบนโฟโต้ชอป ท่องเว็บน Chrome การเลื่อน การคลิก การไฮไลต์ถือว่า ไม่มีที่ติดอะไร ความแม่นยำในการเข้าไปยังจุดต่างๆ บนหน้าจอหรือโปรแกรมทำได้ดี การใช้ทั่วไปตรงนี้ใช้ค่า DPI อยู่ 1600DPI ขณะที่การเล่นเกม FPS อย่าง PUBG Lite และ Overwatch ปรับค่าไปที่ 2500 DPI พร้อมกับเปิดใช้ Angel Snapping การใช้งานทำได้ลื่น หมุนหน้าจอ การสะบัดเมาส์ การขยับเมาส์สั้นๆ เมื่อเข้าโจมตีระยะใกล้เวลาศัตรูสไลด์ออกข้าง การรักษาระนาบ ถือว่า ทำได้ดีเลย ส่วนการปรับที่สูงกว่านี้อย่างช่วง 3500 – 7200 ขึ้นไป รู้สึกเลยว่า ควบคุมยากแล้ว

 

Conclusion!!

ภาพรวมแล้วเมาส์ ROG Pugio นั้นทำได้ดีในทุกๆ ด้าน ไม่ว่าจะเป็นการทำงานของเซนเซอร์ที่ตามติดการเคลื่อนไหวได้ค่อนข้างแม่นยำ งานผลิตภายนอกคุณภาพดี สามารถการแสดงผลไฟ 3 ตำแหน่งที่ปรับแต่งได้เกือบจะอิสระ แน่นอนว่า จุดขายของเมาส์ ROG Pugio ในมุมมองของเราก็คือ การถอดเปลี่ยนสวิตช์ได้ง่ายและรวดเร็วโดยไม่ต้องพึ่งพาหัวแร้ง นอกจากนั้นก็เปิดให้ผู้ใช้งานที่ถนัดทั้งมือซ้ายและขวาทำการปรับแต่งปุ่มด้านข้างด้วยแผงปิดแม่เหล็กที่ให้มาเพิ่มเติม ถ้าจะมีข้อติก็คงจะเป็นเรื่องที่ปุ่ม Back-Forward นั้นเกะกะนิ้วโป้งมากๆ ซึ่งในการรีวิวก็ขยับไปโดนตลอดเวลา โชคดีที่มี Cover ปิดปุ่มมาให้ด้วย

อย่างไรก็ดี ในมุมของเราแล้ว เมาส์ ROG Pugio ยังไม่ยอดเยี่ยมถึงขั้นเป็นเมาส์ระดับแข่งขัน แต่เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจสำหรับนักเล่นเกม เนื่องจากมันตอบโจทย์เรื่องความแม่นยำได้ดี ถึงอย่างนั้นก็ไม่ได้จำเป็นว่าจะต้องใช้มันเพื่อการเล่นเกมเสมอไป เพราะมันสามารถส่งมอบความสะดวกสบายในชีวิตประจำวันได้ดีมากๆ นอกจากนี้สำหรับผู้ใช้ที่อยากสนุกไปกับการค้นหาหรือทดลองสวิตช์ Omron เบอร์ต่างๆ เมาส์ตัวนี้ก็เป็นคำตอบที่ดี เพราะมันรองรับสวิทช์ได้หลายเบอร์เลย ทั้งตระกูล D2F หรือ D2FC ก็หาซื้อกันได้ไม่ยากแล้วในยุคนี้

 

ร่วมแสดงความคิดเห็น

รีวิวที่คุณอาจสนใจ

Razer Hammerhead USB-C

GALAX SNPR
RGB MOUSE PAD