The History of Android OS


The History of Android OS

รีวิวโดย : AlphaA

Font Size A A A

ในช่วง 15 ปีที่ผ่านมา ระบบปฏิบัติการบนโทรศัพท์มือถือที่ทุกคนรับรู้ในชื่อ “Android” ได้ผ่านช่วงหนาวร้อนและสมรภูมิการแข่งขันจนขึ้นมายืนอยู่จุดสูงสุดในเวลานี้ และเพื่อเป็นการต้อนรับสมาร์ทโฟนรุ่นใหม่ของปี 2018 ที่มาพร้อมกับนวัตกรรมมากมายร่วมกับระบบปฏิบัติการ Oreo เราจึงอยากพาคุณย้อนเวลาไปดูว่า ระบบปฏิบัติการยอดนิยมตัวนี้ มีความเป็นมาอย่างไรและอะไรคือ จุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้มันประสบความสำเร็จอย่างสูงจนถึงปัจจุบัน

จุดแรกเริ่มของระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์นั้นไม่เกี่ยวข้องกับกูเกิ้ลเลย แต่มาจากบริษัทแอนดรอยด์ในพาโลอัลโต รัฐแคลิฟอร์เนียที่ก่อตั้งในปี 2003 ซึ่งมุ่งเป้าไปการเป็นระบบปฏิบัติการสำหรับกล้องดิจิทัล หลังจากนั้นจึงปรับเป้าหมายไปที่ตลาดสมาร์ทโฟนที่มีเจ้าตลาดอยู่อย่างระบบปฏิบัติการ Symbian และ Windows Mobile แต่แล้วในปี 2005 ทางกูเกิ้ลได้เข้าซื้อกิจการบริษัทแอนดรอยด์ เพื่อที่จะพัฒนาระบบปฏิบัติสำหรับโทรศัพท์มือถือ หลังจากนั้นราว 2 ปี หรือในปี 2007 ตลาดโทรศัพท์มือถือเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่จากการก้าวเข้ามาของแอปเปิ้ลด้วยสมาร์ทโฟน iPhone 2G ที่ติดตั้งระบบปฏิบัติการชื่อว่า iPhone OS แต่ในขณะนั้นแอปเปิ้ลถือครองทั้งด้านซอฟต์แวร์และนวัตกรรมสมาร์ทโฟนของตัวเอง ส่วน Google คิดต่าง โดยหันไปผลักดันการเป็นมาตรฐานเปิดหรือระบบปฏิบัติการแบบเปิดเผยซอฟต์แวร์ต้นฉบับ (Open Source) และจับมือกับซัพพลายเออร์ 33 แห่งสร้างกลุ่ม Open Handset Alliance เมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน ซึ่งประกอบไปด้วยบริษัทยักษ์ใหญ่อย่าง T-Mobile, Broadcom, Intel, HTC,  LG, eBay, Samsung และ Motorola หลังจากนั้นราวๆ 1 ปี สมาร์ทโฟนที่ใช้ระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์เครื่องแรกของโลกก็ได้ออกสู่ตลาดในชื่อ HTC Dream

ทว่าในช่วงแรกเริ่มของสมาร์ทโฟนแอนดรอยด์กลับไม่ได้ประสบความสำเร็จในทันที เพราะส่วนแบ่งตลาดตามหลังแอปเปิ้ลอยู่มากโดยเฉพาะในปี 2009 ที่มีส่วนแบ่งเพียง 3.9% ขณะที่แอปเปิ้ลถืออยู่ 14.4% ซึ่งในขณะนั้นมีเจ้าตลาดหลายรายอาทิ  Windows Phone, Blackberry โดย Symbian ครองส่วนแบ่งมากถึง 46.9% แต่แล้วในปี 2010 ระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์ก็มีจำนวนผู้ใช้งานแซงหน้าระบบปฏิบัติการ iOS ได้สำเร็จ และค่อยๆ ครองตลาดเกินครึ่งในปี 2012 ส่งผลให้ในปีถัดมา ทางโนเกียประกาศยุติการทำตลาดระบบปฏิบัติการ Symbian และขายกิจการให้กับไมโครซอฟท์

อย่างไรก็ตาม ระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์เองก็ยังไม่ตอบโจทย์ความต้องการของผู้ใช้ เห็นได้จากการที่ผู้ผลิตรายใหญ่มากมายทำการพัฒนาอินเทอร์เฟซของตัวเอง อย่างเช่น TouchWiz ของ Samsung, Huawei EMUI หรือ HTC Sense รวมถึง Sony Xperia UI นอกจากนั้นแล้วในยังมีความแพร่หลายของ Custom Rom ของกลุ่ม CyanogenMod ที่ปัจจุบันเปลี่ยนมาใช้ชื่อ Lineage OS ซึ่งทำให้สามารถอัพเดตให้สมาร์ทโฟนเครื่องเก่ากลับมาใช้งานได้ แถมยังมี Bloatware น้อย ออกแบบแพทช์ด้านความปลอดภัยออกมาเร็วกกว่าผู้ผลิตรายใหญ่ๆ เสียอีก

นอกจากนี้เราจะสังเกตว่า ชื่อรหัสของระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์จะใช้ชื่อของขนมหวาน แต่ในเวอร์ชันแรกเริ่มที่เปิดตัวในปี 2008 นั้นไม่มีชื่อรหัสทั้งภายในหรือชื่อสาธารณะ แต่ Android 1.1 ที่เปิดตัวในปี 2009 มีรายงานออกมาว่า มีการใช้ชื่อ “Petit four” ในระหว่างที่กูเกิ้ลกำลังพัฒนา ซึ่งมันเป็นชื่อหนึ่งของขนมฝรั่งเศส และชื่อรหัสพัฒนาที่เปิดเผยสู่สาธารณะชนเป็นครั้งแรกก็คือ “Cupcake” หรือระบบปฏิบัติการ Android 1.5 และก็มีการใช้ชื่อขนมหวานเรื่อยมา พร้อมกับเรียงลำดับตามตัวอักษรด้วย

                

ณ ปัจจุบัน ระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์รุ่นใหม่ล่าสุดอย่าง Oreo ที่เปิดตัวไปเมื่อวันที่ 21 สิงหาคม ปี 2017 ซึ่งตอนนี้ก็มีผู้ผลิตสมาร์ทโฟนหลายตัวที่ปล่อยอัพเดตออกมาบ้างแล้ว คาดว่าน่าจะพร้อมเสร็จสิ้นกันถ้วนหน้าในช่วงกลางปี 2018 จากจุดเริ่มต้นเล็กๆ จนระยะเวลาผ่านมา 15 ปี ระบบปฏิบัติการตัวนี้ได้ก้าวไปเป็นระบบปฏิบัติการบนสมาร์ทโฟนที่ได้รับความนิยมไปทั่วโลก และนอกจากสมาร์ทโฟนแล้ว กูเกิ้ลเองยังพยายามเดินหน้าพัฒนาแอนดรอยด์ขยายไปสู่การเป็นระบบปฏิบัติการบนอุปกรณ์เคลื่อนที่และอุปกรณ์อื่นๆ อีกอย่างเช่น Android TV, Android Wear, Android Wear

 

 

จากสถิติล่าสุดในเดือนมกราคมที่ผ่านมา ทาง statcounter.com ได้รายงานข้อมูลเรื่องของระบบปฏิบัติการโทรศัพท์มือถือว่า ในประเทศไทย ระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์นั้นครองตลาดส่วนใหญ่มากถึง 82.79% ตามมาด้วยระบบปฏิบัติการของแอปเปิ้ลที่มีส่วนแบ่งตลาด 16.72% ซึ่งสัดส่วนนี้แตกต่างจากระดับโลกเพียงเล็กน้อย

และจากงาน MWC 2018 ทั้งผู้ผลิตรายหลักอย่าง Samsung, LG, Moto, Huawei รวมถึงหน้าใหม่ของงาน Nokia ภายใต้ HMD Global และ Xiaomi ที่ก้าวสู่เวทีระดับโลกนี้เป็นครั้งแรก ผู้นำอย่าง Samsung นำเสนอ Samsung S9 และ S9+ ที่มาพร้อมกับซีพียู Exynos 9810 และ Snapdragon 845 ในตลาดบางประเทศ ซึ่งถือว่าเป็นชิปประมวล SoC ที่ทรงพลังที่สุดเท่าที่เคยมีมาในประวัติศาสต์สมาร์ทโฟนแอนดรอยด์ และในประเทศไทยเองก็เพิ่งมีการเปิดให้จองกันแล้ว ขณะที่ Huawei ที่ก้าวขึ้นมาเป็นเบอร์ 3 ของโลกในตลาดสมาร์ทโฟนก็เตรียมตัวปล่อยสมาร์ทโฟนตระกูล P ที่ทำงานร่วมกับเลนส์ไลก้าพร้อมกล้องหลังที่มากถึง 3 ตัว จากทั้งหมดนี้เรามองว่า สมาร์ทโฟนแอนดรอยด์จะยังคงครองตลาดต่อไปอีกนาน และการแข่งขันของผู้ผลิตในกลุ่มเดียวกันนี้ทำให้เกิดนวัตกรรมใหม่ๆ ออกมาเรื่อยๆ และคนที่ได้รับประโยชน์ก็น่าจะหนีไม่พนผู้ใช้งานอย่างเราๆ นี่เอง

ร่วมแสดงความคิดเห็น